วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

น้ำยาเอนกประสงค์

สูตรน้ำยาล้างจานc06:มาลองหัดทำน้ำยาล้างจานใช้เองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในบ้านง่ายๆ ค่ะ

วัสดุอุปกรณ์
1. หัวเชื้อน้ำยา (N 70) 1 กิโลกรัม
2. สมุนไพรรสเปรี้ยว 3 กิโลกรัม (สับปะรด มะกรูด มะนาว ฯ)
3. เกลือ / ผงข้น 1 กิโลกรัม
4. น้ำสะอาด 10 กิโลกรัม

*** ภาชนะที่ใช้กวนน้ำยาควรเป็นภาชนะก้นเรียบ เช่น กาละมัง ถังสี เป็นต้น ไม้พายควรมีขนาดยาวถึงก้นภาชนะเพื่อจะได้ง่ายต่อการกวน

ขั้นตอน / วิธีทำ
1. ล้างมะนาว มะกรูด และสับปะรดให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นๆ แล้วต้ม กรองเอาแต่น้ำ 3 กิโลกรัมผสมน้ำสะอาด 10 กิโลกรัม จะได้น้ำสมุนไพร 13 กิโลกรัม (หากอยากให้มีสีเหลืองใส่ขมิ้นในน้ำต้มสมุนไพรไปด้วย 1 ขีด)
2. นำ N 70 จำนวน 1 กิโลกรัมใส่ถังก้นเรียบ ค่อยๆ รินน้ำสมุนไพรใส่ถัง ใช้พายไม้กวนน้ำสมุนไพรให้ผสมเข้ากันกับ N 70 โดยกวนไปทางเดียวกันตลอดในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฟองมากโดยกวนประมาณ 15 นาที จนมีเนื้อเป็นสีขาวครีม
3. จากนั้นค่อยๆ เทน้ำสมุนไพรลงไปในถังในระหว่างที่กวน โดยโรยเกลือป่นลงไปด้วยเป็นระยะพร้อมๆ กัน จำนวน 1 กิโลกรัม คนให้เข้ากันจนเป็นสีขาวนวล
4. ตั้งทิ้งไว้ 6 ชั่วโมง ก่อนนำไปใช้งาน (หรือทิ้งไว้ 1 คืน)
5. จากนั้นนำไปใช้ล้างจาน ล้างคราบสกปรกต่างๆ ได้เลยค่ะ

หมายเหตุ หาชื้อหัวเชื้อทำน้ำยาได้ที่ร้านค้าของ ธกส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ร้านเคมีภัณฑ์ทั่วไป ด้วยวิธีง่ายๆ เท่านี้เราก็จะกลายเป็นฅนมีน้ำยาแล้วค่ะ

 

ครีมสมุนไพรมะขาม จ.พะเยา



ใช้ได้ทั้งหน้าและผิวกาย ลดการเกิดสิว ฝ้า จุดด่างดำ


มีกรดผลไม้ธรรมชาติ(AHA) ซึ่งจะช่วยดูแลผิว และลดริ้วรอย แล้วยังช่วยกระชับรูขุมขน และขจัดเซลส์เสื่อมสภาพ
ใช้ได้ทั้งหน้า และผิวกาย ช่วยลดการเกิดสิว ฝ้า จุดด่างดำ และที่สำคัญจะทำให้ผิวขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
เหมาะกับทุกสภาพผิว
วิธีการใช้มีดังนี้
สำหรับผู้ที่ผิวมัน ควรล้างหน้าก่อนใช้ครีมมะขาม โดยผสมกับน้ำสะอาดเล็กน้อยแล้วขัดเบา ๆ จนทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 2-5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด สามารถใช้ได้ทุกวัน
สำหรับผิวแห้ง ใช้แทนสบู่หรือโฟมล้างหน้าได้เลย ก่อนใช้ผสมน้ำเล็กน้อยแล้วขัดเบา ๆ ทิ้งไว้ 2-5 นาที แล้วล้างออก ใช้เพียงอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง
สำหรับผิวกาย หลังอาบน้ำ ใช้ครีมขัดให้ทั่วร่างกาย ได้ทุกบริเวณ ทิ้งไว้ 10 - 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
การใช้เพื่อขจัดผิวคล้ำและสิวเสี้ยน ผิวหน้าไม่เรียบ ใช้ครีมมะขามผสมน้ำเล็กน้อย ฟอกทิ้งไว้ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง และล้างน้ำให้สะอาด
ขัดผิวต่อเนื่อง 3-5 วัน ผิวหน้าจะใส ขาวขึ้น และดูอ่อนกว่าวัย
ส่วนผสม: มะขาม ขมิ้น น้ำผึ้ง นมสด ว่านหางจระเข้ (ไม่ใส่สารกันบูด)
ผลิตโดย: กลุ่มแม่บ้านแปรรูป อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา
แบบเป็นกิโลก็มีครับ บรรจุในถุงพลาสติกนะครับ(ไม่มีกระปุก) โลละ 260 บาทครับ
http://www.phoomtai.com/product/981/1/

ครีมสมุนไพร ปรับสภาพผิวหน้าได้ดี (สูตรโบราณ)
มีทั้งปลีก และส่ง ตามความต้องการของลูกค้า

"รับรองผลเพราะใช้กับตัวเองแล้วพอใจมาก ๆ หลังจากไปเที่ยวทะเลมาเป็นอาทิตย์ หน้าคล้ำมาก กลับมาเอาครีมสมุนไพรตัวนี้ ผสมกับน้ำผึ้งแท้ พอกทิ้งไว้ ไม่น่าเชื่อคะว่าจะเห็นผลดีมาก ไม่แสบไม่กัดผิดหน้า ครั้งแรกที่เช็ดออก เห็นอย่างได้ชัดว่า ผิวหน้าขาวขึ้นไม่หมองคล้ำ คุณต้องลองดูสักครั้งคะ แล้วจะรู้ว่าของธรรมชาติดีอย่างไร "
รายละเอียด: ซื้อตั้งแต่ 1 โหล และ โหลที่ 2 รับส่วนลด 5 % คะ
(สำหรับซื้อส่ง) = ราคา ส่ง 49 บาท ต่อกะปุก
(สำหรับซื้อปลีก) = ราคา ส่ง 59 บาท ต่อกะปุก

ครีมสมุนไพรมะขาม

วิธีใช้ : ประเภทผิวหน้า

ผิวมัน: ควรล้างหน้าด้วยสบู่ หรือโฟมล้างหน้า ก่อนใช้ครีมสมุนไพรมะขาม
ควรผสมน้ำสะอาดเล็กน้อยแล้วขัดเบาๆ จนทั่วใบหน้า
หลังจากขัดเสร็จฟอกทิ้งไว้ประมาณ 2-5 นาที
แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ควรใช้ทุกวัน

ผิวแห้ง: สามารถใช้ล้างหน้าแทนสบู่หรือโฟมล้างหน้าได้เลย
ก่อนใช้ครีมสมุนไพรมะขาม ควรผสมน้ำสะอาดเล็กน้อยแล้วขัดเบาๆ
จนทั่วใบหน้า หลังจากขัดเสร็จฟอกทิ้งไว้ประมาณ 2-5 นาที
แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ควรใช้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง
(หากต้องเผชิญแสงแดดควรใช้ครีมกันแดด)

ผิวกาย: หลังจากอาบน้ำด้วยสบู่หรือครีมอาบน้ำแล้ว
ใช้ครีมมะขามสมุนไพรขัดผิวทั่วร่างกาย บริเวณรักแร้,
ขาหนีบ ส้นเท้า ฟอกทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
(ควรใช้ครีมสมุนไพรมะขามขัดหน้าหรือขัดผิวตอนเย็น)
คุณสมบัติครีมสมุนไพรมะขาม
ครีมสมุนไพรมะขาม มีกรดผลไม้ธรรมชาติ (AHA) ประมาณ 4%
ซึ่งจะช่วยลดการเกิดสิว,ฝ้า,จุดด่างดำ ลดการเกิดริ้วรอยของผิว
รูขุมขนกระชับขึ้น ทำให้ผิวหนังที่เสื่อมสภาพแล้วหลุดลอกไป
ช่วยให้ผิวหน้าและผิวกายขาวใส เนียนนุ่มเป็นธรรมชาติ ปราศจากกลิ่นตัว

คำแนะนำเพิ่มเติม
คุณผู้ชายที่หน้าคล้ำมีสิวเสี้ยน สิวหัวดำ ฝ้า ผิวหน้าไม่เรียบ
แนะนำให้ใช้ครีมมะขามผสมน้ำเล็กน้อย ขัดเบาๆฟอกทิ้งไว้ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง

การขัดหน้าตอนเย็น 3 - 5 วัน ผิวหน้าจะใสขาวขึ้น สิวเสี้ยนสิวหัวดำจะหลุด
ทำให้หน้าดูอ่อนกว่าวัย(ควรล้างหน้าด้วยสบู่ก่อน)

คุณผู้ชายที่มีกลิ่นตัวแรง แนะนำให้ใช้ขัดรักแร้
ตอนอาบน้ำทิ้งไว้ 10-15 นาที่ กลิ่นตัวจะหายไป

คุณผู้หญิงที่รักแร้หรือขาหนีบคล้ำ ควรใช้ขัดตอนอาบน้ำ ผิวคล้ำจะดีขึ้น

ไม้ไผ่

ไผ่ เป็นไม้พุ่มหลายชนิดและหลายสกุลใน วงศ์หญ้า Poaceae (เดิมคือ Gramineae) วงศ์ย่อย Bambusoideae เป็นไม้ไม่ผลัดใบใน ขึ้นเป็นกอ ลำต้นเป็นปล้องๆ เช่น ไผ่จีน (Arundinaria suberecta Munro) ไผ่ป่า (Bambusa arundinacea Willd.) ไผ่สีสุก (B. flexuosa Munro และ B. blumeana Schult.) ไผ่ไร่ (Gigantochloa albociliata Munro) ไผ่ดำ (Phyllostachys nigra Munro).
ผลผลิตจากไผ่ที่สำคัญคือ หน่อไม้ ซึ่งเป็นอาหารสำคัญของคนไทย นิยมทานกันมากในเกือบทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน นอกจากนี้ไม้ไผ่ยังมีคุณสมบัติพิเศษทั้งด้านความแข็งแรงและยืดหยุ่นที่เหนือกว่าวัสดุสังเคราะห์หลายชนิด ดังนั้นจึงยังได้รับความนิยมในการทำเครื่องมือเครื่องใช้หลายประเภท ใช้ชะลอน้ำที่เข้าป่าชายเลน นั่งร้านก่อสร้างและบันได เป็นต้น
สกุล
ไผ่ทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 90 สกุล และ 1,000 ชนิด. ที่รู้จักกันแพร่หลาย ส่วนใหญ่จะอยู่ในสกุล ต่อไปนี้
  • Arundinaria
  • Bambusa
  • Chimonobambusa
  • Chusquea
  • Dendrocalamus
  • Drepanostachyum
  • Guadua angustifolia
  • Hibanobambusa
  • Indocalamus
  • Otatea
  • Phyllostachys
  • Pleioblastus
  • Pseudosasa
  • Sasa
  • Sasaella
  • Sasamorpha
  • Semiarundinaria
  • Shibataea
  • Sinarundinaria
  • Sinobambusa
  • Thamnocalamusสกุล ไผ่ทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 90 สกุล และ 1,000 ชนิด. ที่รู้จักกันแพร่หลาย ส่วนใหญ่จะอยู่ในสกุล ต่อไปนี้
    • Arundinaria
    • Bambusa
    • Chimonobambusa
    • Chusquea
    • Dendrocalamus
    • Drepanostachyum
    • Guadua angustifolia
    • Hibanobambusa
    • Indocalamus
    • Otatea
    • Phyllostachys
    • Pleioblastus
    • Pseudosasa
    • Sasa
    • Sasaella
    • Sasamorpha
    • Semiarundinaria
    • Shibataea
    • Sinarundinaria
    • Sinobambusa
    • Thamnocalamus
      สรรพคุณสบู่ไม้ไผ่
    • มีส่วนผสมของถ่านไม้ไผ่ผงละเอียด
      ซึ่งมีคุณสมบัติในการชะล้างสิ่งสกปรก
      ดูดซับสารพิษ สารเคมีในรูขุมขน ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ลดความมัน ลดเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันการเกิดสิว บารุงผิวให้สดใสเนียนนุ่ม เนื้อฟองละเอียด อ่อนโยน ไม่ระคายเคืองผิว และล้างออกง่าย รู้สึกถึงความสะอาดหมดจดและความสดชื่นของผิวพรรณ
      วิธีการทำไม้เสียบอาหาร

      1.คัดเลือกไม้ไผ่ที่เเก่จัด
      2.นำมาผ่าเเยก
      3.ตัดให้ได้ตามขนาดไม้เสียบอาหาร ประกอบด้วยขนาดต่างๆก่อนจะนำเข้าเครื่องเหลาต่อไป เครื่องเหลาไม้เสียบอาหารที่กำลังทำงาน จะทำงานผ่านสายพาน เรียงเป็นเเถวยาว สามารถผลิตได้ครั้งละ เป็น 100 อัน พนักงานที่ทำต้องใส่ผ้าปิดจมูกฝุ่นค่อนข้างมาก
      4.เครื่องขัดที่กำลังทำงาน ขัดไม้เสียบอาหารให้เรียบ เเละไม่มีเสี้ยน โดยมีการวางเรียงบนสายพาน ขัดได้ครั้งละหลายชิ้น
      5.ไม้เสียบอาหารที่ผ่านการเหลาจนเรียบร้อย มัดรวมเป็นมัดใหญ่ โดยต้องมีการคัดเเยกเศษที่ใช้ไม่ได้ออกมา เพื่อให้ได้ไม้เสียบอาหารที่มีคุณภาพสามารถใช้งานได้ทุกชิ้น ก่อนนำไปบรรจุเป็นเเพ็คต่อไป
      6.นำมาบรรจุเป็นเเพ็ค โดยใส่ลงในถุงพลาสติกร้อน ถุงละ 4 ขีด โดยบรรจุเเยกตามขนาดบบรจุลงกล่อง ส่งจำหน่ายต่อไป
       อาหารเจจากเยื่อไผ่ 4 เมนู สูตรจากภัตตาคารจีน

      เยื่อไผ่ยัดไส้น้ำแดงเจ




      มื้อนี้ “กุ๊กเล็ก” ขอเสนอเมนู “เยื่อไผ่ยัดไส้น้ำแดงเจ”
      สูตรจาก "ภัตตาคารจีนฮ่องเต้ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ"

      ส่วนผสม
      เยื่อไผ่ 2 ขีด
      เห็ดหอมแห้ง 2.5 ขีด
      หน่อไม้ฝรั่ง 3 ขีด
      บร็อคโคลี 3 ขีด
      สาหร่ายเส้นผม 1 กรัม

      เครื่องปรุง
      ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
      ซีอิ้วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
      น้ำตาล 0.5 ช้อนชา
      เกลือ 0.5 ช้อนชา
      น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
      น้ำมันพืช 1 กรัม
      พริกไทยป่น 0.5 ช้อนชา
      แป้งมัน 1 ขีด
      น้ำซุป 1 ถ้วย

      วิธีทำ
      ก็เริ่มจากนำบร็อคโคลี่หั่นขนาดพอดีคำ ลวกในน้ำเดือดพอสุก ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
      จากนั้นนำผักต่างๆมาเคี่ยวต่อจนเปื่อย กรองเอาแต่น้ำ สำหรับใช้เป็นซุป
      จากนั้นนำเยื่อไผ่ เห็ดหอมแห้ง สาหร่ายเส้นผม นำลงไปแช่น้ำทิ้งไว้ให้นุ่ม
      หั่นเยื่อไผ่ และหน่อไม้ฝรั่ง เป็นท่อนยาว 2 นิ้ว เห็ดหอมหั่นตามยาวขนาดเท่าๆกัน
      นำเห็ดหอม หน่อไม้ฝรั่ง สาหร่ายเส้นผม ที่เตรียมไว้ ยัดไส้เยื่อไผ่
      จัดเรียงในจานสลับกับบร็อคโคลี่ที่ลวกสุกแล้ว ให้สวยงาม
      จากนั้นนำไปนึ่งต่ออีก 5 นาที จากนั้นตั้งกระทะให้ร้อนใส่น้ำมันพืชตามด้วยน้ำซุปผัก
      ปรุงรสชาติด้วยเครื่องปรุง แป้งมันละลายน้ำพอเหนียวข้นเพิ่มความหอมด้วยน้ำมันงา
      ตักราดบนจาน เยื่อไผ่ยัดไส้ที่นึ่งแล้วพร้อมเสิร์ฟร้อนๆได้เลย

      ที่มา ผจก.ออนไลน์

      http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=anotherside&month=12-2008&date=07&group=11&gblog=1

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มะละกอสร้างชาติ

มะละกอ

 รอการตรวจสอบ
มะละกอ
มะละกอขณะออกผล
มะละกอขณะออกผล
Commons
มะละกอ (อังกฤษ: Papaya, คำเมือง: ᨠᩖ᩠ᩅ᩠᩶ᨿᨴᩮ᩠ᩈ) เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 5-10 เมตร มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ถูกนำเข้าสู่ประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม นิยมนำมารับประทานทั้งสดและนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ ฯลฯ หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ได้

[แก้] ลักษณะทั่วไป

มะละกอเป็นไม้ล้มลุก (บางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นไม้ยืนต้น) ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็ก ๆ อยู่ภายในกินไม่ได้

[แก้] ประโยชน์

นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม ฯลฯ หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน (Papain) ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้

สำหรับสารอาหารในมะละกอนั้น มีดังต่อไปนี้
เนื้อมะละกอสุก
สารอาหารปริมาณสารอาหารต่อมะละกอสุก 100 กรัม
โปรตีน0.5 กรัม
ไขมัน0.1 กรัม
แคลเซียม24 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส22 มิลลิกรัม
เหล็ก0.6 มิลลิกรัม
โซเดียม4 มิลลิกรัม
ไทอะมีน0.04 มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน0.04 มิลลิกรัม
ไนอะซิน0.4 มิลลิกรัม
กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)70 มิลลิกรัม
สรรพคุณของมะละกอ สรรพคุณของมะละกอมีมากมายนัก ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้ 1. แก้อาการขัดเบา ใช้รากสด (1 กำมือ) 70-90 กรัม รากแห้ง 25-35 กรัม หั่นต้มกับน้ำ กรองดื่มเฉพาะน้ำ วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา(75 มิลลิลิตร) ดื่มก่อนอาหาร
2. เป็นยาระบายอ่อนๆ การกินเนื้อมะละกอสุก ช่วยเป็นยาระบายอ่อนๆ เพราะไปช่วยเพิ่มจำนวนกากไยอาหาร ดังนั้นเนื้อผลสุกมะละกอจะช่วยระบายอ่อนๆ แก้ท้องผูก
สรรพคุณ มะละกอ :
ผลสุก - เป็นมีสรรพคุณป้องกัน หรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบาย
ยางจากผลดิบ - เป็นยาช่วยย่อยโปรตีน ฆ่าพยาธิได้
รากมะละกอ - ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา
ใช้เป็นยาระบาย :ใช้ผลสุกไม่จำกัดจำนวน รับประทานเป็นผลไม้
เป็นยาช่วยย่อย: 1. ใช้เนื้อมะละกอดิบไม่จำกัด ประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกง เป้นผักจิ้ม 2. ยางจากผลดิบ หรือจากก้านใบ ใช้ 10-15 กรัม หรือถ้าเป็นตัวยาช่วยย่อย เพราะในยางมะละกอมีสารที่เรียกว่า Papain
เป็นยากัน หรือแก้โรคลักปิดลักเปิด โรคเลือดออกตามไรฟัน: ใช้มะละกอสุกรับประทานเป็นผลไม้ ให้วิตามินซีสูง
เท้าบวม: เอาใบมะละกอสดตำให้แหลกผสมกับเหล้าขาว ใช้พอกเท้าที่บวมลดอาการบวมลงได้
แก้เคล็ดขัดยอก: ใช้รากมะละกอสดตำให้แหลกผสมเหล้าโรงพอก
โดนหนามตำหรือหนามหักคาเนื้อใน: ให้บ่งปากแผลเปิดออก เอายางมะละกอดิบใส่หนามจะหลุดออก
คันเพราะพิษของหอยคัน: ให้ใช้ยางมะละกอดิบทาเช้า-เย็นจนหาย
เมื่อมีอาการปวดตามข้อและหลัง: รับประทานมะละกอสุกเป็นประจำป้องกันและบำบัดโรคปวดข้อปวดหลังได้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ใช้รากมะละกอตัวผู้แช่เหล้าขาวให้ท่วมยาไว้ 7 วัน และกรองเอาน้ำใช้ทาแก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อเปลี้ยอ่อนแรง ลดอาการปวดบวม ให้เอาใบมะละกอสดย่างไฟหรือลวกกับน้ำร้อนแล้วประคบบริเวณที่ปวด หรือตำพอหยาบห่อด้วยผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ
ถ้าโดนตะปูตำเป็นแผล: ให้เอาผิวลูกมะละกอดิบตำพอกแผล เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง แผลน้ำร้อนลวก ใช้เนื้อมะละกอดิบต้มให้สุกจนเปือย ตำพอกที่แผล แผลพุพอง ใช้ใบมะละกอแห้งกรอบบดเป็นผง ผสมกับน้ำกะทิพอเหนียวข้น ใช้พอกหรือทาที่แผลวันละ 2-3 ครั้ง
แก้ผดผืนคัน: ใช้ใบมะละกอ 1 ใบ น้ำมะนาว 2 ผล เกลือ 1 ช้อนชา ตำรวมกันให้ละเอียดเอาทั้งน้ำและเนื้อทาแผลบ่อยๆ กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุตหรือเท้าเปือย ใช้ยางของลูกมะละกอดิบทาวันละ 3 ครั้งฆ่าเชื้อราได้

 

 

กล้วย

กล้วย
กล้วยเป็นไม้ผลเขตร้อน ที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลสุกนอกจากจะใช้รับประทานเป็นผลไม้แล้ว ยังสามารถนำมาปรุงอาหารคาวหวาน และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปชนิดต่าง ๆ อีกหลายชนิด ได้แก่ กล้วยตาก ท๊อปฟี่ กล้วยทอด กล้วยบวชชีกระป๋อง กล้วยในน้ำเชื่อมกระป๋อง เป็นต้น

ส่วนใบตองสดสามารถนำไปใช้ห่อของ ทำงานประดิษฐ์ศิลปต่าง ๆ ได้แก่ กระทง บายศรี ใบตองแห้งใช้ทำกระทงใส่อาหาร และใช้ห่อผลไม้ เพื่อให้มีผิวสวยงามและป้องกันการทำลายของแมลงก้านใบและกาบกล้วยแห้งใช้ทำเชือก กาบสดใช้สำหรับการแทงหยวกประกอบเมรุในการฌาปนกิจศพ หัวปลี (ดอกกล้วยน้ำว้า) ยังใช้รับประทานแทนผักได้ดีอีกด้วย สำหรับคุณค่าทางอาหาร กล้วยเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินเอ
เนื่องจากกล้วยเป็นพืชที่ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำอีกทั้งปลูกแล้วดูแลรักษาง่ายให้ผลผลิตเร็ว และเจริญเติบโตได้ดีในทุกภาคของประเทศไทย รวมทั้งตลาดยังมีความคล่องตัวสูงทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก กล้วยจึงเป็นไม้ผลที่เกษตรกรควรพิจารณาปลูกเป็นการค้าทั้งในลักษณะพืชหลักหรือแซมพืชอื่น ๆ เป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง สถานการณ์ผลิตและการตลาดกล้วย
1. สถานการณ์ผลิต กล้วยน้ำว้ามีการปลูกกันทั่วไปทั้งแถบหลังบ้านและเชิงการค้า ปี 2538 มีพื้นที่ปลูก 732,000 ไร่ ผลผลิต 1,185,000 ตัน แหล่งปลูกได้แก่ เลย นครพนม หนองคาย ชุมพร ระนอง และนครราชสีมา
กล้วยหอม ส่วนใหญ่มีการปลูกเชิงการค้าแหล่งปลูกได้แก่ ชุมพร ระนอง สงขลา นราธิวาส และกรุงเทพมหานคร ปี 2538 มีพื้นที่ปลูก 53,560 ไร่ ผลผลิต 90,439 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 2,391 กิโลกรัม/ไร่
กล้วยไข่ เป็นกล้วยที่ปลูกเชิงการค้าเป็นส่วนใหญ่ แหล่งปลูกสำคัญ จังหวัดกำแพงเพชร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครสวรรค์ สุโขทัย ชลบุรี ตรัง นครศรีธรรมราช ปี 2538 มีพื้นที่ปลูก 93,000 ไร่ ผลผลิต 150,000 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 2,140 กิโลกรัม/ไร่ 2. สถานการณ์ตลาด การตลาดกล้วยส่วนใหญ่ปลูกเพื่อส่งขายตลาดภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก กล้วยเล็บมือนาง กล้วยหอม และกล้วยไข่
2.1 กล้วยน้ำว้า
ตลาดส่วนใหญ่เป็นตลาดกล้วยสดเพื่อการบริโภคได้แก่ ตลาดท้องถิ่น ตลาดประจำจังหวัด และตลาดกลางกรุงเทพฯ ได้แก่ ตลาด อตก. ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท ฯลฯ ราคาที่เกษตรกรขายได้ในปี 2537 กิโลกรัมละ 3.22 บาท
นอกจากนี้ กล้วยน้ำว้ายังสามารถส่งโรงงานแปรรูปต่าง ๆ เช่น โรงงานทำกล้วยตาก กล้วยกวน กล้วยทอด กล้วยฉาบ

กล้วยน้ำว้า
สำหรับการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศส่วนใหญ่อยู่ในรูปผลิตภัณฑ์แปรรูปกล้วยกระป๋องในน้ำเชื่อม กล้วยบวชชี กล้วยผสมกับผลไม้อื่น (ฟรุ๊ทสลัด)
2.2 กล้วยหอมทอง
ตลาดภายในส่วนใหญ่เป็นกล้วยสดเพื่อการบริโภคผลสุก ตลาดนอกเป็นตลาดท้องถิ่น ตลาดประจำจังหวัด ตลาดกลาง ได้แก่ ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท ปากคลองตลาด ฯลฯ ราคาที่เกษตรกรขายได้ ปี 2537 กิโลกรัมละ 9.30 บาท

กล้วยหอมค่อม
ส่วนตลาดส่งออก ปัจจุบันมีการผลิตกล้วยส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น ของสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี และที่สหกรณ์การเกษตรละแม จังหวัดชุมพร ปริมาณที่ได้ส่งออกปี 2539 จำนวน 878 ตัน มูลค่า 18.5 ล้านบาท
2.3 กล้วยไข่
ตลาดภายในประเทศ ได้แก่ ตลาดท้องถิ่น เช่น ตลาดรับของกิโลเมตร 8 ถนนสายกำแพงเพชร จังหวัดพิจิตร ตลาดปาอ่าว ริมถนนสายเอเซียระหว่างนครสวรรค์-กำแพงเพชร ตลาดประจำจังหวัด และตลาดกลางกรุงเทพฯ ได้แก่ ปากคลองตลาด ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท เป็นต้น ราคาที่เกษตรกรขายได้ ในปี 2538 กิโลกรัมละ 4.27 บาท
ตลาดส่งออก ได้แก่ ตลาดฮ่องกง ตลาดญี่ปุ่น ตลาดไต้หวัน ปริมาณที่ส่งออกปี 2540 จำนวน 1,300 ตัน มูลค่า 8.32 ล้านบาท

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วันงดสูบบุหรี่โลก

วันงดสูบบุหรี่โลก
ความเป็นมา : เริ่มมีการจัดงานวันงดสูบบุหรี่โลกในวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ.1988 โดยองค์การอนามัยโลก เนื่องจากเล็งเห็นอันตรายของบุหรี่ต่อสุขภาพ ของผู้สูบบุหรี่และผู้ไม่สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่ การจัดงานวันงดสูบบุหรี่โลก ก็เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบ และให้รัฐบาลชุมชนและประชากรโลก ตระหนักถึงความสำคัญและเข้าร่วมกิจกรรม

การสูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่เป็นประจำเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง และโรคระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ นอกจากนี้ยังส่งผลทำให้มีโอกาสเกิดโรคบางโรค มากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับควันบุหรี่ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคอื่น ๆ อีกหลายโรค บุหรี่ยังทำให้เสียทรัพย์โดยไม่จำเป็นอีกด้วย

องค์การอนามัยโลกระบุชัดเจนว่า การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุสำคัญของการป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ที่สามารถป้องกันได้ และกำหนดให้ วันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ( World No Tobacco Day) ซึ่งในปีนี้ ได้กำหนดประเด็นการรณรงค์เพื่อให้ทุกภาคส่วนดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน และให้บุคลากรสาธารณสุขมีส่วนร่วมในการรณรงค์ควบคุมการบริโภคยาสูบ ภายใต้คำขวัญว่า “Health Professionals Against Tobacco” หรือ “ ทีมสุขภาพร่วมใจ ขจัดภัยบุหรี่” โดยกระทรวงสาธารณสุขและเครือข่ายได้กำหนดให้ใช้ดอกลีลาวดีเป็นสัญลักษณ์ในการรณรงค์

โทษของการสูบบุหรี่

1. โรคมะเร็ง ในอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น มะเร็งที่ปาก ที่ลิ้น ที่กล่องเสียง แต่ที่เป็นมากที่สุดคือ มะเร็งปอด สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา และกระทรวงสาธารณสุขแห่งสหรัฐอเมริกาได้รายงานผลวิจัย เมื่อ พ.ศ. 2521 ว่าผู้ที่สูบบุหรี่จัด มีโอกาสตายด้วยโรคมะเร็งมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ 20 เท่า

2. โรคทางเดินหายใจ ผู้สูบบุหรี่จัดมีอาการไอเรื้อรัง บางครั้งไอถี่มากจนไม่สามารถหลับนอนได้ แต่เมื่อหยุดสูบอาการจะบรรเทาและหายไปในที่สุด นอกจากนี้ทาร์ในควันบุหรี่จะสะสมอยู่ในปอด วันละเล็กวันละน้อย จนในที่สุดถุงลมปอดโป่งพองจนไม่สามารถหดตัวกลับได้ มีผลทำให้ปอดไม่สามารถแรกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนได้มากเท่าเดิมจึงทำให้หายใจขัด หอบ และหากเป็นเรื้อรังอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ง่ายเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ยังพบว่าการสูบบุหรี่ทำให้เป็นโรคอื่นได้อีกหลายอย่าง เช่น โรคกระเพาะอาหารเป็นแผล โรคความดันเลือดสูง โรคตับแข็ง โรคปริทนต์ โรคโพรงกระดูกอักเสบ เป็นต้น และยังส่งผลต่อบุคลิกภาพของผู้สูบบุหรี่อีกด้วย

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สมุนไพรน่ารู้

สรรพคุณ :
  • ใบ - รสเย็น ตำผสมสุรา พอกฝี
  • ทั้งต้น - รสเย็น ดองสุราดื่มขับน้ำคาวปลา
  • ราก - รสขม รับประทานถ่ายโรคหนองใน แก้มุตกิด
  • ยางในใบ - เป็นยาระบาย
  • น้ำวุ้นจากใบ - ล้างด้วยน้ำสะอาด ฝานบางๆ รักษาแผลสดภายนอก น้ำร้อนลวก ไฟไหม้ ทำให้แผลเป็นจางลง ดับพิษร้อน ทาผิวป้องกันและรักษาอาการไหม้จากแสงแดด ทาผิวรักษาสิวฝ้า และขจัดรอยแผลเป็น
  • เนื้อวุ้น - เหน็บทวาร รักษาริดสีดวงทวาร
  • เหง้า - ต้มรับประทานแก้หนองใน โรคมุตกิด
    วิธีและปริมาณที่ใช้ :
    • ใช้เป็นยาภายใน 1. เป็นยาถ่าย
      ใช้น้ำยางสีเหลืองที่มีรสขม คลื่นไส้ อาเจียน น้ำยางสีเหลืองที่ไหลออกมาระหว่างผิวนอกของใบกับตัววุ้น จะให้ยาที่เรียกว่า ยาดำ
      วิธีการทำยาดำ ตัดใบว่านหางจระเข้ที่โคนใบให้เป็นรูปสามเหลี่ยม (ต้องเป็นพันธุ์เฉพาะ ซึ่งจะมีขนาดใบใหญ่ และอวบน้ำมาก จะให้น้ำยางสีเหลืองมาก) ต้นที่เหมาะจะตัด ควรมีอายุ 9 เดือนขึ้นไป จะให้น้ำยางมากไปจนถึงปีที่ 3 และจะให้ไปเรื่อยๆ จนถึงปีที่ 10 ตัดใบว่านหางจระเข้ตรงโคนใบ และปล่อยให้น้ำยางไหลลงในภาชนะ นำไปเคี่ยวให้ข้น เทลงในพิมพ์ ทิ้งไว้จะแข็งเป็นก้อน
      ยาดำ
      มีลักษณะสีแดงน้ำตาล จนถึงดำ เป็นของแข็ง เปราะ ผิวมัน กลิ่นและรสขม คลื่นไส้ อาเจียน
      สารเคมี - สารสำคัญในยาดำเป็น G-glycoside ที่มีชื่อว่า barbaloin (Aloe-emodin anthrone C-10 glycoside)
      ขนาดที่ใช้เป็นยาถ่าย - 0.25 กรัม เท่ากับ 250 มิลลิกรัม ประมาณ 1-2 เม็ดถั่วเขียว บางคนรับประทานแล้วไซ้ท้อง
      2. แก้กระเพาะ ลำไส้อักเสบ
      โดยเอาใบมาปอกเปลือกออก เหลือแต่วุ้น แล้วใช้รับประทาน วันละ 2 เวลา ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ
      3. แก้อาการปวดตามข้อ โดยการดื่มว่านหางจระเข้ทั้งน้ำ วุ้น หรืออาจจะใช้วิธีปอกส่วนนอกของใบออก เหลือแต่วุ้น นำไปแช่ตู้เย็นให้เย็นๆ จะช่วยให้รับประทานได้ง่าย รับประทานวันละ 2-3 ครั้งๆ ละ 1-2 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ 2 ช้อนแกง บางคนบอกว่า เมื่อรับประทานว่านหางจระเข้ อาการปวดตามข้อจะทุเลาทันที แต่หลายๆ คนบอกว่า อาการจะดีขึ้นหลังจากรับประทานติดต่อกันสองเดือนขึ้นไป สำหรับใช้รักษาอาการนี้ ยังไม่ได้ทำการวิจัย

วันไหว้ครู

ความหมายของ"การไหว้ครู"
        "การไหว้ครู" คือ การแสดงถึงความเคารพกตเวทีแด่ท่านบูรพาจารย์ และครูบาอาจารย์ ผู้ซึ่งประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ เพื่อจะได้เป็นความรู้ติดตัวนำไปประกอบอาชีพ เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ตนเองในภายภาคหน้า
        "การไหว้ครู" คือ การที่ศิษย์แสดงความเคารพ ยอมรับนับถือครูบาอาจารย์อย่างจริงใจว่า ท่านเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมความรู้ ศิษย์ในฐานะผู้สืบทอดมรดกทางวิชาการ จึงพร้อมใจกันปวารณาตัวรับการถ่ายทอดวิชาความรู้ด้วยความวิริยะอุตสาหะมานะอดทน เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายปลายทางของการศึกษาตามที่ได้ตั้งใจไว้
          "การไหว้ครู" คือ การแสดงถึงความสำนึกที่ดีงาม โดยเฉพาะเรามักจะกระทำแก่สิ่งของหรือบุคคลที่มีความสำคัญแทบทั้งสิ้น เช่น นักเรียนประกอบพิธีไหว้ครู ก็เพราะนักเรียนเห็นว่าครูเป็นบุคคลที่สำคัญในชีวิตของเขา คือ เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ และเป็นปูชนียบุคคล ครูอาจารย์จึงเป็นบุคคลที่คู่ควรแก่การไหว้เป็นอย่างยิ่ง

ความสำคัญของการไหว้ครู          
ไทยเรามีประเพณีการไหว้ครูมาแต่โบราณ เราไหว้ครูเพราะเราเคารพในความเป็นผู้รู้ และความเป็นผู้มีคุณธรรมของท่าน คุณสมบัติทั้ง 2 ประการของครูต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับคุณธรรมของศิษย์ การเรียนการสอนจึงจะดำเนินไปได้ด้วยดี ถ้าจะเปรียบการเรียนการสอนเป็นต้นไม้ คุณธรรมของครูนับตั้งแต่ปัญญา ความเมตตากรุณา และความบริสุทธิ์ใจซึ่งเป็นฐานรองรับให้ต้นไม้คงอยู่ได้ ในขณะเดียวกันคุณธรรมของศิษย์ไม่ว่าจะเป็นความเคารพ ความอดทน หรือความมีระเบียบวินัยก็เปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงให้ต้นไม้เจริญเติบโต ออกดอกออกผลอย่างงดงาม        
จะเห็นว่าพิธีไหว้ครูแต่โบราณไม่มีพิธีรีตรองมากนักแต่มีความหมายแฝงไว้มากมายคนโบราณ เป็นนักคิดจะ ทำอะไรก็มักจะผูกเป็นปริศนาที่ลึกซึ้งเอาไว้เสมอในพิธีไหว้ครูก็เช่นเดียวกันเครื่องสักการะที่ใช้ในการไหว้ครูนั้น นอกจากธูป เทียน แล้วยังมีข้าวตอก ดอกมะเขือ ดอกเข็ม และหญ้าแพรก ซึ่งเป็นของหาง่ายและมีความหมาย ดังจะ กล่าวต่อไปนี้